6 เทคนิค การเลือกรีสอร์ท

 

6 หัวข้อ ในการเลือกรีสอร์ทในมัลดีฟส์

มัลดีฟส์มีกว่า 1000 เกาะ และมากกว่า 300 รีสอร์ท จะเลือกอย่างไรดี? เรามีคำแนะนำ

1. เลือกรีสอร์ทที่ตรงตามความต้องการ คุณชอบอะไร?!

รูปแบบการเที่ยวมัลดีฟส์ จะแตกต่างจากการเที่ยวประเทศอื่นๆ ปลายทางของลูกค้าจะเป็นรีสอร์ท และต้องพักในรีสอร์ทนั้นๆจนเช็คเอาท์กลับ เราจะมาพูดถึงรีสอร์ทสวยๆ ที่เป็นส่วนตัว 1 เกาะ 1 รีสอร์ทไม่ใช่เกาะสาธารณะที่ชาวบ้านอาศัยอยู่และเปิดเป็นโรงแรม3 ดาว หรือเกสเฮาส์

ลักษณะตัวเกาะแต่ละรีสอร์ทต่างกัน ออกแบบ และระดับการบริการต่างกันบางรีสอร์ทบางห้องคืนนึง ระดับค่าที่พักคืนละไม่ถึงหมื่น จนไปถึง1ล้านบาทก็มี รวมทั้งสภาพธรรมชาติและปะการังแต่ละเกาะก็ต่างกัน การไปรีสอร์ทในตีมที่เราชอบ ตรงตามสิ่งที่อยากจะไปเจอ อยากไปสัมผัส จะทำให้การไปเที่ยวมัลดีฟส์สนุกและน่าหลงไหลมากขึ้น เช่นชอบดูปลา ดูปะการัง แต่ไปเลือกรีสอร์ท ที่มี แต่พื้นทรายไม่มีปะการัง ก็ต้องบอกว่าเลือกพลาดตั้งแต่แรก เพราะที่มัลดีฟส์ แต่ละเกาะอยู่กลางทะเลก็จริง แต่ลักษณะทางธรรมชาติต่างกัน

บางรีสอร์ท water bungalow ยื่นออกไปในทะเลเป็นร้อยเมตร บางรีสอร์ท ยื่นออกมาแค่เลียบตัวเกาะเดิน10 ก้าวถึงห้องก็มีเหมือนกัน

ชอบถ่ายรูปกัน แนะนำเลือกรีสอร์ทที่มี Water bungalow เป็นสะพานแนวยาวๆ ออกแบบสวยๆ มุมกล้องถ่ายรูปจะเยอะตามด้วย

ถ้าชอบสนอกเกิลดูปะการัง ดูปลาสวยๆ การเลือกรีสอร์ทที่มีปะการัง ก็ไม่ต้องไปซื้อทัวร์นั่งเรือออกไปดูนอกรีสอร์ทให้เสียทั้งเงินทั้งเวลา ประหยัดขึ้นได้แน่นอน

2. เลือกรูปแบบมื้ออาหาร เครื่องดื่ม

ค่าอาหารและเครื่องดื่มในรีสอร์ทที่มัลดีฟส์ค่อนข้างแพง ลูกค้าควรรู้ว่า ตัวเราเอง กินดื่มขนาดไหน? แต่ละรีสอร์ทมีนโยบายอาหารต่างกัน บางรีสอร์ทรวมหมด บางรีสอร์ทรวมให้ 2, 3 มื้อ บางที่ให้แค่อาหารเช้าแล้วให้เราเลือกซื้อเพิ่มเป็น All inclusive ก็มี

แต่ละรีสอร์ทมีนโยบายการรวมมื้ออาหารเป็นออฟชั่นที่ต่างกัน ส่วนใหญ่กลุ่ม 5 ดาวขึ้นไปจะไม่ค่อยมีรวมอาหารและเครื่องดื่ม แบบ All inclusive จะมีบ้างแต่น้อย

ระบบอาหาร( Meal Plan) ในมัลดีฟส์

– Bed & breakfast รวมมื้อเช้ามื้อเดียว
– Half board รวมมื้อเช้า และมื้อค่ำ แต่ไม่รวมเครื่องดื่มทุกประเภทในมื้อค่ำ น้ำเปล่าก็ต้องเสียเงิน
– Full board รวมมื้อเช้า กลางวัน และเย็น แต่ไม่รวมเครื่องดื่มทุกชนิดเช่นกัน
– All inclusive รวมมื้อเช้า กลางวัน เย็น และรวมเครื่องดื่มนานาชนิดเข้าไปด้วยทั้งมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ รวมหมด เหล้า เบียร์ ไวน์ ค็อกเทล นอกจากในมื้ออาหารแล้ว ยังมีบาร์ที่เขาเปิดเป็น full service ให้สั่งเครื่องดื่มได้ตั้งแต่เปิดบาร์ช่วงสายๆยันเที่ยงคืนกันเลย
ถ้าไม่ได้เป็นคนดื่มแอลกอฮอล์ หรือเป็นวัยรุ่นที่อายุไม่ถึง 18 บางรีสอร์ทจะปฏิเสธการให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่เครื่องดื่มที่สามารถเรียกดื่มได้ตลอดจากบาร์ก็มีพวก มอคเทล น้ำผลไม้ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ดื่มได้เหมือนกัน

สรุปอีกครั้งว่า All inclusive ดีตรงค่าอาหารจะไม่บานปลาย แต่ไม่ได้มีให้บริการในทุกรีสอร์ท นั่นคือ ถ้าเราต้องการ ก็ต้องหาเลือกรีสอร์ทที่ให้บริการแบบนี้ครับ และ**ถ้าไม่ได้เป็นคนดื่มเยอะโดยเฉพาะแอลกอฮอล์ และSolf Drink ก็ไม่จำเป็นในการเลือกแบบAll inclusive**

รีสอร์ทที่มีออปชั่นให้เลือกซื้อ All inclusiveเพิ่ม ถ้าไม่ได้ดื่มแอลกออล์ เครื่องดื่มอื่นๆ น้ำเปล่า น้ำอัดลม มอคเทล ราคาที่มัลดีฟส์ก็ไม่ได้ถูกเลย ถ้าเป็นคนดื่มเครื่องดื่มเยอะไม่ว่าแบบไหนแนะนำให้เลือก All inclusive ส่วนการซื้อแบบไม่รวมเครื่องดื่ม แยกจ่ายต่างหาก สำหรับคนที่ไม่ได้ดื่มเยอะบางทีจะประหยัดขึ้นได้เหมือนกัน

<<เลือกรีสอร์ทที่ให้บริการ หรือมีซื้อเพิ่มแบบ All inclusive>>

3. เลือกจากฟังก์ชั่นการเดินทางเข้ารีสอร์ท Transfer

การเดินทางจากสนามบินมัลดีฟส์เข้ารีสอร์ทต่างๆ มีระยะทางใกล้ไกลต่างกัน ฉะนั้นการ transferเข้ารีสอร์ทจึงต่างกันด้วย

ใครๆก็อยากนั่ง Seaplane แต่ปัจจุบัน 80% ของลูกค้าประจำที่ไปมัลดีฟส์กับเราทุกปี จะเลือกรีสอร์ทสวยๆที่ใกล้ๆ!! เดินทางโดย Speedboat ไม่เกิน 20 นาที!!

ปัจจุบันยังมีลูกค้าที่เข้าใจผิดว่ารีสอร์ทที่อยู่ไกลๆ จะต้องสวยกว่ารีสอร์ทที่อยู่ใกล้ๆสนามบิน ระยะทางไม่ได้บ่งบอกความถึงสวยงาม อยู่ที่สภาพธรรมชาติและระดับการออกแบบของรีสอร์ทนั้นๆ

การเดินทางแบบต่างๆ

-Speedboat จะใช้เดินทางเข้ารีสอร์ทที่ไม่ไกลจากสนามบินนัก คืออยู่ในเขต Male’ Atoll จะ North หรือ South ก็ตามครับ
ข้อดีคือ ไม่ต้องใช้เวลารอเรือนานเหมือนั่งเครื่องต่อเข้ารีสอร์ท เอาเป็นว่าคนที่มีเวลาน้อยพักรีสอร์ทที่อยู่ใกล้ๆ ได้เข้ารีสอร์ทเปลี่ยนชุดลงเล่นน้ำแล้ว แต่ถ้านั่งเครื่องก็ยังต้องรอเรียกขึ้นเครื่องอยู่ในเลานจ์ของสนามบินมัลดีฟส์
ข้อเสียคือ จะไม่ได้เห็นวิวสวยๆแบบ bird eye view ของมัลดีฟส์ที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก

<<เลือกรีสอร์ทที่เดินทางโดย Speed boat>>

-Seaplane ส่วนใหญ่บินข้าม Atoll ในระยะเวลาบินราวๆไม่เกิน 1ชม.

เครื่องจะบินเฉพาะช่วงกลางวัน ปิดเช็คอินประมาณ 15.30 น. ใครบินเข้ามัลดีฟส์ช้ากว่านั้น ต้องนอนรอเครื่องวันรุ่งขึ้นครับ เคาน์เตอร์เช็คอินอยู่หน้าอาคาร arrival hall แล้วเขาจะ transfer ไป Seaplane terminal เพื่อรอขึ้นเครื่องเข้ารีสอร์ทปลายทางตามหมายเลขเที่ยวบิน

ระบบเหมือน”คิวรถตู้ รถสองแถว”บ้านเรา ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน เที่ยวบินเดียวกันอาจไปลงหลายรีสอร์ท ไม่ระบุหมายเลขที่นั่ง ขึ้นก่อนเลือกที่นั่งก่อน
ข้อดี-วิวสวยสุดๆ เป็นส่วนประสบการณ์เดินทางที่ไม่น่าพลาดกันเลยทีเดียว สำหรับการเที่ยวมัลดีฟส์
ข้อเสีย-เสียงเครื่องยนต์ดังมาก อบอ้าวตอนจอด มีกลิ่นไอน้ำมัน เพราะเครื่องไม่ได้มีปรับอากาศ ใช้อากาศจากภายนอกเครื่อง

การเดินทางแบบนี้เปิดใจให้กว้างๆ เรื่องเวลา เพราะเวลามักจะไม่เป๊ะ เหมือนการเดินทางโดยเครื่องบินทั่วไป

<<เลือกรีสอร์ทที่บินโดย Seaplane>>

-Domestic flight คือรีสอร์ทเป็นการ transfer ไกลออกไปจากระยะSeaplane
ข้อดี-คือนั่งสบาย วิวสวย แต่เพดานบินจะสูงกว่า Seaplane ถ้าเน้นการถ่ายภาพจะไม่สวยเท่าการนั่ง Seaplane
ข้อเสียคือ-เสียเวลาไปกับการเดินทางเยอะกว่าแบบอื่น เนื่องจากการเช็คอิน และรอเวลา

แนะนำเพิ่มเติม- การเลือกพักรีสอร์ทที่เป็น speedboat แล้วไปซื้อทัวร์ seaplane photo flight ไม่แนะนำซะทีเดียว โอกาสถูกยกเลิกสูง เพราะ บริษัทของ seaplane เน้นการส่ง-รับผู้โดยสารเข้า-ออก รีสอร์ทต่างๆเป็นหลัก

4. เดินทางเป็นครอบครัว มีเด็ก (การกำหนดอายุเด็ก ฟรี หรือ แพงไม่แพง แต่ละรีสอร์ทต่างกัน)

มัลดีฟส์เปิดกว้างสำหรับการอนุญาตให้เด็กเข้าพักใน Water Villa กลางน้ำ แต่ยังคงมีบางรีสอร์ทที่ยังคงไม่อนุญาตให้เด็กเข้าพัก เนื่องด้วยความปลอดภัย และนโยบายรีสอร์ท บางรีสอร์ทได้ทำห้องแบบครอบครัว2-4 ห้องนอนกลางน้ำให้เลือกอีกด้วย

รีสอร์ทที่ไม่อนุญาตให้เด็กเข้าพัก มีดังนี้ Centara Rasfashi, Hurawalhi, Milaidhoo, Kandolhu เป็นต้น

รีสอร์ทที่เน้นครอบครัวและลูกค้านิยมจอง เช่น Centara Grand, Grand Park Kodipparu, Anantara Dhigu, Anantara Kihavah, Conrad Rangali, Gili Lankanfushi, Constance Moofushi, Dusit Thani, Six senses Laamu, Soneva Jani เป็นต้น

<<เลือกรีสอร์ทที่เด็กสามารถพักกลางน้ำได้ >>

5. เลือกโดยกิจกรรมเฉพาะรีสอร์ท

ควรเลือกไปรีสอร์ทที่สิ่งที่เราต้องการ เช่น อยากทานห้องอาหารใต้ทะเล ก็เลือกไปพักในรีสอร์ทนั้นๆเลย ดูฉลามวาฬ ดูแมนต้า ก็พักในพื้นที่อยู่ที่ไกลๆจากสถานที่่ที่ต้องการ ค่าทัวร์เรือแพงมากตามระยะทาง เสียเวลาพักผ่อน ควรใช้เวลาเลือกไปรีสอร์ทที่มีตามวัตุประสงค์ที่เราต้องการกันดีกว่า

-อยากทานห้องอาหารใต้ทะเล ก็เลือกไปพักในรีสอร์ทนั้นๆเลยครับ เพราะเขาให้ลูกค้าในที่พักเขาจองก่อน และมักจะเต็มตลอดด้วย ทั้งๆที่แพงมากในแต่ละมื้อ
ในขณะนี้มี 5 รีสอร์ทในมัลดีฟส์ ไปสัมผัสมาแล้วทั้งหมด ความคิดส่วนตัวออกมาดังนี้
Conrad Rangali , Hulawalhi -โดมกระจกโค้ง 180องศา เห็นวิวทั้งด้านข้าง ด้านบน มีเพียง14ที่นั่ง เหมือนชมวิวใต้ทะเลอยู่ในแคปซูลกระจก
Anantara Kihavah, Ozen-ห้องกระจก 8เหลี่ยม วิวใต้น้ำด้านข้างห้องโดยรอบ 270 องศา ที่นี่ผมชอบตรงที่นั่งสบายสุดนะโต๊ะไม่เล็กมาก ห้องดูกว้างๆ พอดีๆ
Niyama per Aqumm-กระจกด้านเดียว บรรยากาศสู้กับ2ที่แรกไม่ได้ บางวันจัดห้องทำเป็นผับ มีปาร์ตี้ใต้น้ำด้วยครับ

-สปาใต้ทะเลมีที่เดียว Huvafen Fushi

-ลุ้นสนอกเกิลกับแมนต้าเรย์ เลือกพักรีสอร์ทในเขต Baa Atoll โอกาสลุ้นมากกว่า

-ลุ้นสนอกเกิลกับ Whale Shark รีสอร์ทในกลุ่ม Ari Atoll โอกาสลุ้นเจอก็มากกว่า

-ชอบตกปลาน้ำลึก Big Game Fishing ก็ไม่ได้มีบริการทุกรีสอร์ท ต้องใช้เรือเฉพาะกิจกรรม

-เส้นทางSeaplane ที่วิวสวยที่สุด ต้องบินลงทางใต้ไปทาง Meemu Atoll

-ชอบเล่นกระดานโต้คลื่น เช่น Adaaran Hudhuran fushi

-ชอบรีสอร์ทที่รวม กิจกรรมทางน้ำ และทัวร์ให้ด้วย รวมให้แทบทุกอย่างเท่าที่จะให้ได้ เช่น Centara Grand Maldives

-สัมผัสและให้อาหารกระเบน เช่น Sun Island, Banyan Tree, Sun Aqua Vilu Reef, Huvafen fushi

-ชอบ Scuba Diving อันนี้มีบริการทุกรีสอร์ท แต่เจาะลึก เช่น จะไปดู Hammer Head Shark ก็ต้องไปลุ้นที่รีสอร์ท Kuramathi หรือไปดูแมนต้าก็ควรไปแถบ Baa Atoll ในช่วงเดือน พ.ค.- พ.ย.

ชอบดูปลา ดูปะการัง ก็พักรีสอร์ทที่มีปะการังเยอะไปเลย จะได้ไม่ต้องไปซื้อทัวร์ดูปะการังเพิ่ม

ที่ให้ข้อมูลข้อนี้มา ก็เป็นไอเดียตัวอย่างที่จะทำให้การพักผ่อนของท่านมีความสุข สนุกสนาน ประหยัดเงินเพิ่มขึ้น

6. กำหนดตามราคา งบประมาณ

ลูกค้าหลายท่านนำมาเป็นข้อแรกในการเลือกเลย ถ้าจะกำหนดงบไม่ให้บานปลาย แน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวกับเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมอื่นๆด้วย ควรเลือกรีสอร์ทที่เป็น All inclusive ก็จะช่วยเรื่องการกำหนดงบประมาณได้เยอะมาก ปัจจุบันรีสอร์ทที่รวมทั้งอาหารและกิจกรรมให้ลูกค้าในการจ่ายครั้งเดียวมีหลายรีสอร์ท

รีสอร์ทที่ต้องการสูงสุดในช่วงนี้คือ Centara grand Maldives เป็นรีสอร์ท All inclusive ที่เด่นที่สุดคือ “รวมอาหารเครื่องดื่มให้หมด รวมทุกร้านอาหาร(4 ร้านในรีสอร์ท)ในรีสอร์ท รวมกิจกรรมทางน้ำที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ทุกชนิดเช่นคายัค เรือใบ เรือถีบ อุปกรณ์สนอกเกิล ทัวร์ต่างๆให้อีก 5 ทัวร์ โดยเฉพาะทัวร์ชม Whale Shark รวมทั้งให้ทำสปาฟรี!” ในเงื่อนไขที่กำหนดด้วย.

ข้อความโดย Maldives Package Co., Ltd. 

หากข้อความเป็นประโยชน์ กรุณาลิงค์ หรือ แชร์มายังหน้านี้ 

เข้าสู่การเลือกรีสอร์ท คลิก!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *